วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562

“ค้างคาวดำ"ไวอาก้าแห่งขุนเขา"(สูตรยาโด๊ป ชุดเสาเรือนคลอนของอภัยภูเบต)

“ค้างคาวดำ"ไวอาก้าแห่งขุนเขา"(สูตรยาโด๊ป ชุดเสาเรือนคลอนของอภัยภูเบต)


  • โบราญเอายอดอ่อนจิ้มน้ำพริก 
  • หัวหรือเหง้า เอามาดองกับสุราขาว ทำเป็นยาบำรุง 
  • เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณบำรุงสมรรถภาพทางเพศชายไม่แพ้กระชายดำ 


ชาวเขาจะใช้ ราก ต้น ใบ เหง้า นำมาต้มกับน้ำดื่ม -เคี้ยวกินเป็นยาบำรุงร่างกาย
ส่วนเหง้านำมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ดองกับเหล้า กำบำรุงกำลังเช่นกัน

    สรรพคุณอื่นๆ ช่วยแก้ธาตุพิการ รากเหง้าและใบใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยา หรือนำใบสดมารับประทาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร

หรือใช้ต้น, ใบ, ราก, เหง้า นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกิน เป็นยารักษามะเร็ง

ถ้าเหง้าอย่างเดียวมีรสขมนิดๆ ต้มหรือดองกับเหล้า ดื่มแก้ความดันโลหิตต่ำ ช่วยบำรุงกำลังทางเพศ


ราคาแห้งทั้งต้น กิโลกรัมละ 1500 บาท(ของหายาก มันต้องปีนเขาเท่านั้นกว่าจะได้)
เหง้าสด เล็กๆ 100 บาท
เหง้าสด ใหญ่ๆ350บาท (มันแล้วแต่จะเจอ ตอบไม่ได้ว่ามีหรือไม่)

ราคาสินค้ายังไม่รวมส่ง จริงๆอยากให้สอบถามโดยตรง ง่ายที่สุด มันไม่ใช่มีทุกฤดู

0809898770-0918712395 โทร+ไลน์







วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

มะรุมพืชพิชิตความยากจน(ราคารับซื้อส่วนมากจะประมาณ80000บาทขึ้นไป)



มะรุมแกงส้ม เราคงรู้กันเท่านั้น
วันนี้เกษตรกรควรที่จะพัฒนาให้มันมาเป็นอาชีพเสร็ม
โดยการปลูกให้มากขึ้น..ใบ+เมล็ด เป็นยาทั้งหมด
การปลูกไม่ยุ่งยาก เพาะ7 วันก็งอกแล้ว ทนแล้งมาก

โดยเฉพาะเกษตรกรที่เก่งทางด้านการตลาด ถือว่า ไม่มีอดตายแน่นอน
คนไม่เก่ง ก้ต้องรวมกลุ่มกันขึ้นมา อาสัยความรู้ความสามารถ ของคนเก่งๆ มาทำหน้าที่จัดจำหน่าย
ถ้ายังต่างคนต่างทำ ก็ยังลำบากเหมือนเดิม
โลกมันเปลี่ยนไป ศูนย์รวบรวม สินค้า ต้องมีให้พ่อค้าวิ่งมารับซื้อนะ จุดเดียว นั่นคือสะดวกสำหรับคนรับซื้อ

โลกมันเปลี่ยน การค้ามันเปลี่ยน ถ้าเกษตรกรไม่เปลี่ยน ตามโลก มันก็ขายไม่ได้ มีของก็ขายไม่ออก มันก็เท่านี้ละ
#เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน


ไปชมสวนยอ มะรุม กระเจี๊ยบแดง ที่กำแพงเพชร




บันทึกไว้ก่อน ว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ช่วงวันนี้
ก็เกือบจะปลูกเสร็จแล้ว เหลือสัก สองงาน ลงมือตัดหญ้า ทุกวัน เพื่อที่จะเอา ยอลงปลูกให้ได้ เพราะหญ้ามันหนามาก
ที่ลงไปแล้วก้มี ยอ แล้วก็มะรุม พอเห็นต้นบ้าง พึ่งเอาเม็ดฝังลงไปบ้าง กล้วยก็พึ่งปลูกตอนพายุมานี่ละ ส่วนกระเจี๊ยบแดง ปีนี้ ใช้วิธี ขุดหลุมฝัง เป็นระยะไป ห่างประมาณ 1 เมตร เพื่อไม่ให้ไปขี่หรือบังต้นไม้อื่นๆ เพราะมันโตเร็วมาก

ส่วนกระชาย ก้ฝังลงดินตอนพายุมาเหมือนกัน ลงไว้เริ่มแรก สัก 1 งาน เพื่อจะได้มีพันธ์ไว้ขยายในวันข้างหน้า

งานเกษตรต้องใจเย็น เอาเงินทุ่มลงไปไม่ได้ ต้องเอาแรงและความคิดของเรา ทำงานให้รอบคอบ ไม่งั้นหมดตัวแน่
มีเงิน ต้องเอาไว้กิน ในครอบครัว ลงทุนให้น้อยค่อยขยายไปทีละส่วนเดี๋ยวก็เต็มแปลงเอง



วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562

วิธีเคลือบผลไม้จากสาร CMC




การใช้สารเคลือบผิวที่บริโภคได้สำหรับเคลือบเนื้อทุเรียนตัดแต่งสดโดยใช้คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส (carboxymethyl cellulose : CMC) ทดแทนเจลาติน

จะทำให้สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล 

ผลการทดลองพบว่าสารเคลือบผิวที่บริโภคได้ที่มีส่วนประกอบ CMC ที่เหมาะสมสำหรับเคลือบเนื้อทุเรียนตัดแต่งสด 

คือสูตรที่ประกอบด้วย CMC เกรดการค้า (CMC-com) หรือที่สกัดจากเปลือกทุเรียน (CMC-Dr) 0.25 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก 

การพ่นเนื้อทุเรียนด้วยสารเคลือบบริโภคได้ CMC-com CMC-Dr และสารเคลือบที่มีส่วนประกอบของเจลาติน RediFresh (RF1) สามารถยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อทุเรียนได้นาน 15 วัน 

ขณะที่เนื้อทุเรียนไม่ผ่านการพ่นเคลือบ (ชุดควบคุม) มีอายุการเก็บรักษาเพียง 10 วัน 

การเคลือบเนื้อช่วยลดการเหี่ยว และทำให้มีลักษณะปรากฏดีกว่าเนื้อที่ไม่ผ่านการเคลือบ 

การเคลือบผิวทำ ให้กลิ่นหอมซึ่งเป็นสารระเหยของทุเรียนลดลงเพียงเล็กน้อยโดยไม่เกิดกลิ่นและรสชาติผิดปกติ 

ผู้ทดสอบชิมจำนวน 12 คนยังคงยอมรับเนื้อทุเรียนทั้งที่ไม่เคลือบและเคลือบสารเคลือบผิวที่บริโภคได้

 อย่างไรก็ตามผลการตรวจสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคของเนื้อทุเรียนที่เก็บรักษาเป็นเวลา 15 วัน พบว่า

เนื้อทุเรียนที่ไม่ผ่านการเคลือบตรวจพบยีสต์ภายใต้มาตรฐานกำหนด แต่พบ total bacterial plate count และราเกินมาตรฐานกำหนด 

ขณะที่เนื้อทุเรียนที่เคลือบด้วยสารเคลือบผิวที่บริโภคได้ที่มีส่วนผสม CMC-COM CMC-Dr หรือ RF1 ที่มีส่วนผสมของเจลาติน ตรวจพบเพียง total bacterial plate count แต่ยังคงอยู่ภายใต้มาตรฐานกำหนด


วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วิธีการฆ่าเชื้อชาสมุนไพร ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง

วิธีการฆ่าเชื้อชาสมุนไพร ต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง  

ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดและการปลอดเชื้อเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทร์ย์

สำหรับวิธีการฆ่าเชื้อในชาสมุนไพรนั้น “วิธีการต้ม” น่าจะเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุด ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเชื้อที่พบในชานั้นเป็นประเภทใด ซึ่งจะทนต่อความร้อนในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

การใช้ความร้อนทำได้ 3 วิธี คือ

  • 1.ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด เรียกว่า “การพาสเจอร์ไรส์” ( pasteurization) ใช้ความร้อนอุณหภูมิระหว่าง 60-80 องศาเซลเซียส วิธีนี้ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดที่ทำให้เกิดโรคในอาหาร แต่ฆ่าไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นอาหารที่ฆ่าเชื้อด้วยวิธีนี้จะเก็บไว้ได้ไม่นาน
  • 1.1 วิธีใช้ความร้อนต่ำ-เวลานาน (LTLT : Low Temperature - Long Time) ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 62.8-65.6 องศาเซลซียส เป็นเวลา 30 นาที เมื่อผ่านความร้อนโดยใช้เวลาตามที่กำหนดแล้ว ต้องเก็บอาหารไว้ในที่เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 7.2 องศาเซลเซียส
  • 1.2 วิธีใช้ความร้อนสูง-เวลาสั้น (HTST : Hight Temperature – Short Time) ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 71.1 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที นำไปเก็บไว้ในที่เย็นที่อุณหภูมิ 7.2 องศาเซลเซียส


2.ใช้ความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือด วิธีนี้คือ “การต้ม” นั่นเอง

3.ใช้ความร้อนที่สูงกว่าอุณหภูมิน้ำเดือด โดยใช้ไอน้ำเดือดภายใต้ความดันช่วย เรียกว่า “การสเตอริไลซ์” ( Sterilization ) วิธีการนี้สามารถฆ่าเชื้อจุสินทรีย์ที่ทนความร้อนได้ทุกชนิด เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ Autoclave,Pressure cooker และ Sterilizer สำหรับอุณหภูมิที่ใช้ 121 องศาเซลเวียส, ความด้น 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว เป็นเวลา 15-20 นาที (ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสิ่งที่จะนำมาฆ่าเชื้อ

                นอกจากนี้ยังมีวิธีการฆ่าเชื้อโดยการฉายรังสีแกมมาจาก Cobalt-60 หรือ Cerium-137 ซึ่งเป็นวิธีการทำให้ปราศจากเชื้ออีกวิธีหนึ่ง รังสีมีอำนาจทะลุทะลวงสูงสามารถเข้าได้ถึงทุกซอกทุกมุม ทำให้หยุดการแบ่งเซลล์ของเชื้อบักเตรี, เชื้อรา, ยีสต์, พยาธิ และแมลงไม่ให้สามารถแพร่พันธุ์ได้

ด้านความปลอดภัยของอาหารฉายรังสี องค์การอนามัยโลก, องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและทบวงการพลังงานปรณูระหว่างประเทศอนุญาตให้อาหารผ่านการฉายรังสีเฉลี่ยไม่เกิน 10 กิโลเกรย์ ใช้บริโภคได้โดยไม่ต้องทดสอบความปลอดภัยและอนุญาตให้ใช้รังสีปริมาณไม่เกิน 10 กิโลเกรย์ เพื่อควบคุมปริมาณจุลินทรีย์ในสมุนไพรได้

                วิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในสมุนไพรด้วยความร้อนหรือฉายรังสีนั้นอาจมีผลต่อประสิทธิภาพของสมุนไพรลดลง ทั้งนี้ต้องศึกษาคุณสมบัติของสารที่อยู่ในสมุนไพรแต่ละชนิดก่อน เพื่อเลือกใช้วิธีการฆ่าเชื้อที่เหมาะสม


           



กล้วยหอมกับกล้วยน้ำว้าอย่างไหนมีวิตามินมากกว่ากัน


กล้วยหอมกับกล้วยน้ำว้าอย่างไหนมีวิตามินมากกว่ากัน



ข้อมูลจากหนังสือคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย ของกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข แสดงปริมาณของวิตามินที่พบในกล้วยทั้ง 2 ดังนี้

กล้วยหอมมีปริมาณ β-carotene (99 μg), วิตามิน A (17 μg), วิตามิน B2 (0.07 mg) และวิตามิน C (27 mg) สูงกว่า

กล้วยน้ำว้า (β-carotene= 54 μg; วิตามิน A = 9 μg; วิตามิน B2 = 0.02 mg; วิตามิน C = 11 mg)


  • แต่มีปริมาณของ niacin (1 mg) ต่ำกว่ากล้วยน้ำว้า (1.4 mg)
  •  และมีปริมาณของวิตามิน B1 เท่ากัน (0.04 mg)

ขมิ้นชัน สำหรับคนที่ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีเเล้ว ทานขมิ้นชันได้ไหม

 ขมิ้นชัน สำหรับคนที่ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีเเล้ว ทานขมิ้นชันได้ไหม

 ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีข้อห้ามสำหรับการใช้ขมิ้นชันในผู้ป่วยที่ผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีออกเเล้ว


  • แต่ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และเฝ้าสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น


 และห้ามเด็ดขาดในการใช้ขมิ้นชันในผู้ที่มีภาวะนิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอุดตัน หรือถุงน้ำดีอักเสบ

เพราะขมิ้นชันมีฤทธิ์กระตุ้นหลั่งน้ำดี

  • การรับประทานขมิ้นจะทำให้เกิดการอักเสบหรือการอุดตันมากขึ้น


เห็ดกระถินพิมานรักษามะเร็ง

พ่นควันไล่ผึ้ง

โกฏจุฬาลัมพาแห้ง