สำหรับการห่อกล้วยในเชิงพาณิชย์โดยใช้ถุงลักษณะในภาพ ถุงห่อกล้วยหอม (16).jpg โดยทั่วไปแล้วมักจะมีการใช้เทคนิคการห่อหลายชั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงที่สุด ซึ่งแต่ละชั้นจะมีหน้าที่แตกต่างกันดังนี้ครับ:
- ชั้นในสุด (มักเป็นกระดาษหรือผ้าบาง): มีหน้าที่หลักในการป้องกันผิวของผลกล้วยจากการเสียดสีกับถุงพลาสติกหรือก้านเครือโดยตรง ช่วยดูดซับความชื้นและลดการเกิดรอยช้ำบนผิวผลไม้
- ชั้นกลาง (ถุงพลาสติกสีฟ้า): คือส่วนที่เราเห็นชัดเจนในภาพ ถุงห่อกล้วยหอม (16).jpg ทำหน้าที่ป้องกันแมลงและศัตรูพืชไม่ให้เข้าถึงผลกล้วย นอกจากนี้ยังช่วยกรองแสงแดดไม่ให้แรงจนเกินไป ซึ่งช่วยป้องกันอาการผิวไหม้แดดและช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในถุงให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต
- ชั้นนอกสุด (วัสดุป้องกันพิเศษ): ในบางสวนที่ต้องการคุณภาพระดับสูง อาจมีการใช้กระดาษห่อหรือวัสดุที่มีความทึบแสงสูงหุ้มอีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดทำปฏิกิริยากับผิวเปลือกกล้วยในช่วงที่ผลกำลังแก่จัด ช่วยให้ผิวของกล้วยมีสีสันที่สวยงาม สม่ำเสมอ และไม่มีรอยด่างดำ
- วัสดุ: ทำมาจากเส้นใยโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทหนึ่งที่นำมาผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยความร้อนจนกลายเป็นแผ่นใยสังเคราะห์ที่ไม่ผ่านการถักทอ (Non-woven fabric)
- คุณสมบัติ:
- มีความโปร่งเบาและระบายอากาศได้ดีมาก ช่วยลดปัญหาความชื้นสะสมภายในถุงซึ่งอาจทำให้ผลกล้วยเน่าเสียได้
- ยอมให้แสงผ่านได้ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผิวของกล้วยมีการสังเคราะห์แสงที่พอเหมาะและมีสีผิวที่สวยงาม
- ป้องกันแมลงและศัตรูพืชได้ดีเช่นเดียวกับถุงพลาสติก แต่มีความเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมภายในเครือกล้วยมากกว่าเพราะไม่อบความร้อนเท่าถุงพลาสติกทึบ
- ป้องกันแสงแดดและอุณหภูมิ: กระดาษมีความทึบแสงสูงกว่าพลาสติกและผ้าสปันบอนด์ จึงทำหน้าที่เป็น "เกราะป้องกัน" ที่ดีเยี่ยมในการตัดแสงแดดจัดไม่ให้ส่องถึงผลกล้วยโดยตรง ซึ่งช่วยลดการเกิดอาการ "ผิวไหม้แดด" (Sunburn) ทำให้ผิวของกล้วยมีสีนวลสวย สม่ำเสมอ และไม่มีรอยด่างดำ
- ควบคุมความชื้นและสภาพแวดล้อม: กระดาษมีคุณสมบัติในการซับความชื้นส่วนเกินได้ดีกว่าพลาสติก ทำให้สภาพแวดล้อมภายในถุงมีความชื้นที่สมดุลมากขึ้น ไม่ชื้นแฉะจนเกินไป ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเชื้อราบนผลกล้วย
- เป็นฉนวนกันความร้อน: กระดาษช่วยสร้างช่องว่างอากาศและเป็นฉนวนกันความร้อน ช่วยให้เครือกล้วยไม่ได้รับความร้อนสะสมโดยตรงจากแสงแดดที่ส่องกระทบถุงพลาสติกชั้นนอก ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในให้คงที่และเหมาะสมต่อการพัฒนาของผลกล้วย
- ลดการเสียดสี: กระดาษทำหน้าที่เป็นชั้นกันกระแทกอีกชั้นหนึ่ง ช่วยป้องกันผลกล้วยจากการกระแทกกับกิ่งไม้หรือผลกล้วยด้วยกันเองเมื่อถูกลมพัดแรง
- ป้องกันการกระแทกและรอยขีดข่วน: ทำหน้าที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างหวีกล้วยแต่ละชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกล้วยเสียดสีกันเอง หรือกระทบกับก้านเครือจนเกิดรอยช้ำหรือรอยตำหนิบนผิวผลไม้
- ช่วยให้ผลกล้วยจัดเรียงตัวสวย: การใช้แผ่นโฟมคั่นช่วยจัดระเบียบให้หวีกล้วยแต่ละหวีไม่เบียดกันแน่นจนเกินไป ช่วยให้ผลกล้วยมีรูปทรงที่สวยงามและไม่บิดเบี้ยว
- รักษาคุณภาพผิว: การลดการเสียดสีด้วยวัสดุที่นุ่มและยืดหยุ่นได้ดีอย่างแผ่นโฟม จะช่วยให้ผิวของกล้วยหอมคงความเรียบเนียน ไม่เกิดรอยดำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับกล้วยเกรดคุณภาพสูงที่ต้องการความสวยงามไร้ที่ติ
- .
- ลักษณะเนื้อวัสดุ: เป็นแผ่นโฟม PE (Polyethylene Foam) แบบเรียบ หนา และมีความนุ่มยืดหยุ่นสูง ไม่ใช่ตาข่าย ผิวสัมผัสค่อนข้างละเอียด
- หน้าที่หลัก: ถูกออกแบบมาเพื่อ "หุ้ม" หรือ "พัน" รอบเครือกล้วยโดยตรง เพื่อทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน/ความเย็นโดยเฉพาะ
- ทำไมถึงนิยมใช้ในหน้าหนาว: เพราะวัสดุตัวนี้มีค่าการนำความร้อนต่ำมาก ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในไม่ให้ลดต่ำลงจนถึงจุดที่ผลกล้วยเกิดอาการ "ชะงัก" หรือผิวผลเสียจากการเจออากาศเย็นจัด (Chilling injury) ได้ดีกว่าวัสดุทุกประเภทที่กล่าวมาข้างต้นครับ
- การใช้งาน: เกษตรกรที่ทำสวนกล้วยส่งออก (โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนในโซนแม่จัน-เม็งราย) มักจะใช้แผ่นโฟมตัวนี้พันรอบเครือกล้วยเป็นชั้นที่ 2 หรือ 3 ถัดจากชั้นสปันบอนด์ แล้วจึงหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีฟ้าอีกชั้นเพื่อกันฝนและปิดล็อกความร้อนให้อยู่หมัด
- เขาจะซื้อมาเป็น "ม้วนใหญ่" แล้วนำมาตัดแบ่งตามขนาดความยาวของเครือกล้วยครับ
- เวลาห่อ เขาจะนำแผ่นโฟมนี้มา พันรอบเครือกล้วยโดยตรง (หลังสวมถุงสปันบอนด์ชั้นในแล้ว) เพื่อเป็นชั้นฉนวนกันอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ภายนอก
- ผิวสัมผัสของมันจะมีความเรียบเนียน ยืดหยุ่น และหนาพอที่จะป้องกันความเย็นจัดในฤดูหนาวได้ดีกว่าโฟมตาข่ายทั่วไปอย่างมาก
























































.jpg)
.jpg)
.jpg)






























