รากตำลึง (หรือที่เรียกว่า Cissus quadrangularis) มีสรรพคุณทางสมุนไพรหลายประการ ซึ่งนิยมใช้ในทางแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ได้แก่:
-
ช่วยในการบำรุงกระดูก: รากตำลึงมีสารช่วยเสริมสร้างกระดูก และสามารถช่วยในการฟื้นฟูกรณีมีการบาดเจ็บหรือกระดูกหักได้
-
บรรเทาอาการปวด: รากตำลึงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวด เช่น ปวดข้อ ปวดกระดูก
-
บำรุงระบบย่อยอาหาร: ช่วยในเรื่องการขับถ่ายและลดอาการท้องผูก
-
ช่วยในการลดน้ำหนัก: มีสารช่วยในการเผาผลาญไขมัน และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
-
ป้องกันโรคกระดูกพรุน: เนื่องจากมีสารที่ช่วยเสริมสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก
แต่ก็ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้ในกรณีที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทาง
.
การใช้รากตำลึงสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ต้องการใช้งาน ดังนี้:
-
ต้มกับน้ำดื่ม: รากตำลึงสามารถนำมาต้มกับน้ำแล้วดื่มเพื่อบำรุงกระดูกหรือช่วยลดอาการอักเสบ โดยการต้มใช้รากตำลึงประมาณ 10-20 กรัม ต้มน้ำ 1 ลิตรจนเดือดแล้วดื่ม
-
ทำเป็นยาบำรุง: นำรากตำลึงที่แห้งมาบดให้เป็นผงแล้วรับประทานวันละเล็กน้อย หรือสามารถนำมาผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
-
ใช้เป็นยาทาบริเวณที่มีการอักเสบ: หากมีอาการปวดหรือบวมของข้อหรือกระดูก สามารถนำรากตำลึงบดละเอียดผสมกับน้ำ หรือใช้รากตำลึงสดๆ แล้วทาบริเวณที่ปวดหรือบวม
-
ใช้ทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร: สามารถทำเป็นเครื่องดื่มร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่น ใบสะระแหน่ หรือน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสชาติและประโยชน์
ก่อนการใช้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มั่นใจว่าการใช้รากตำลึงนั้นเหมาะสมกับสภาพร่างกายและไม่มีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
.
การดองรากตำลึงในเหล้าหรือแอลกอฮอล์เป็นวิธีที่นิยมในบางพื้นที่ โดยเชื่อกันว่าเป็นการเสริมสร้างพลังและช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยมักใช้รากตำลึงที่แห้งหรือสดนำมาดองในเหล้าหรือสุรา เช่น เหล้าขาวหรือเหล้าป่า แล้วดื่มในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อบำรุงร่างกาย
จากมุมมองทางสมุนไพร รากตำลึงมีสารที่เชื่อว่าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ส่วนแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการดองอาจทำให้ร่างกายดูดซึมสารต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่การใช้วิธีนี้ควรระวังในเรื่องของปริมาณแอลกอฮอล์และควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรดื่มมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรดองเหล้าเป็นเรื่องที่ควรทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจมีผลข้างเคียงจากแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปหรือการใช้สมุนไพรในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนจะช่วยให้มั่นใจว่าปลอดภัย